บทที่ 9 ความสงบก่อนพายุจะมา
วันต่อมา ทิชามารอเขาที่หน้าบ้านเหมือนทุกวัน
“พี่มินทร์ วันนี้หน้าตาสดใสขึ้นนะ” เธอพูดพลางเดินเคียงข้างเขาไปโรงเรียน
“ก็บอกแล้วไงว่าพี่ไม่เป็นไร”
“แต่เมื่อคืนพี่มินทร์แอบกอดชาลีตัวเน่าใช่มั้ยล้า”
“ชารู้ได้ไง”
“เดี๋ยวสิ ชาพูดเล่นเองนะ พี่มินทร์กอดชาลีตัวนั้นจริงเหรอ ไหนบอกว่าโตแล้ว ไม่มีใครเขานอนกอดตุ๊กตาเน่ากันแล้วไง”
เตมินทร์รีบเดินนำหน้าไปโดยไม่ตอบ ใบหน้าเริ่มร้อนผ่าว ส่วนทิชาวิ่งตามพลางหัวเราะคิกคักอยู่ข้างหลัง
“พี่มินทร์ รอชาด้วยสิ”
“พี่ก็เดินปกติ ชานั่นแหละขาสั้นเลยเดินไม่ทันพี่ไง”
“ชาไม่ได้ขาสั้นสักหน่อยชากินนมทุกวัน เดี๋ยวก็จะสูงเท่าพี่มินทร์แล้ว คอยดูเถอะ”
“งั้นก็พยายามเข้าล่ะชา พี่ขี้เกียจรอนาน”
“ไอ้พี่มินทร์นี่”
“เดี๋ยวเถอะๆ มาเรียกพี่ว่าไอ้ได้ไง เดี๋ยวนี้ชักจะดื้อใหญ่แล้วนะเรา”
เตมินทร์พูดพลางเดินถอยหลังไปขยี้หัวของทิชา ผมของทิชาที่เคยเรียบร้อย ตอนนี้ฟูจนเสียทรงไปหมด
“กรี๊ดด พี่มินทร์ไม่เล่นแบบนี้ ผมชาหลุดหมดแล้วเนี่ย”
“ก็ชาพูดไม่เพราะ ต้องโดนสั่งสอน ขอโทษพี่มาเดี๋ยวนี้เลยนะ”
“ก็ได้ๆ ชาขอโทษ”
“ก็แค่เนี่ย”
ทิชามองเตมินทร์ที่กลับมาร่าเริงเหมือนเดิมแล้วก็อดยิ้มไม่ได้
เมื่อวานหลังจากที่เขาเห็นคุณน้าอยู่กับผู้ชายคนนั้น เตมินทร์ดูเศร้าไปทั้งวัน จนเธอเองก็อดเป็นห่วงไม่ได้ แต่วันนี้พี่มินทร์กลับมายิ้มได้เหมือนเดิมแล้ว เธอจึงรู้สึกเบาใจขึ้นมาอีกหน่อย
“คิคิ”
“หัวเราะอะไรของชา”
“ป่าวหัวเราะสักหน่อย”
“เดี๋ยวนี้นอกจากจะดื้อขึ้นแล้ว ยังจะกล้าโกหกพี่ด้วยงั้นเหรอ มานี่เลยนะ จะหนีไปไหน”
ทิชาวิ่งหนีทันที
“ให้พี่มินทร์จับได้ก็โง่นะสิ แบร่ๆ”
ชาวิ่งไปแลบลิ้นไป จนเตมินทร์ต้องรีบเดินตาม
“มองทางด้วยสิชา เดี๋ยวก็ล้มอีกหรอก ยัยลูกลิงตัวนี้เนี่ย”
“งั้นก็จับลูกลิงตัวนี้ให้ทันก็แล้วกัน ไอ้พี่มินทร์ขี้โมโห”
เสียงหัวเราะของทั้งคู่ดังไปตลอดทางจนกระทั่งถึงโรงเรียน
ก่อนจะแยกย้ายกันเข้าเรียนตามปกติ เลิกเรียนเตมินทร์ก็เดินกลับบ้านพร้อมทิชา
เย็นวันนั้น เตมินทร์กลับมาถึงบ้านก่อนแม่
เขานั่งรออยู่ในห้องรับแขก เปิดโทรทัศน์ทิ้งไว้ แต่ไม่ได้สนใจว่ากำลังฉายอะไร จนกระทั่งเสียงเปิดประตูดังขึ้น
“มินทร์ แม่กลับมาแล้วนะลูก”
เตมินทร์ที่นั่งอยู่ในห้องรับแขกรีบลุกออกไปหา
“แม่ซื้ออะไรมาเยอะแยะเลยครับ”
“ของเข้าบ้านนิดหน่อยจ้ะ”
“เอามานี่ครับ เดี๋ยวผมช่วยถือ”
เด็กหนุ่มรับถุงจากมือแม่ไปสองสามใบ แล้วเดินตามเข้าไปในครัว
เตมินทร์วางของลงบนโต๊ะ ก่อนจะยืนมองแม่อยู่ครู่หนึ่ง
“แม่ครับ...”
“ว่าไงลูก?”
“ผมรักแม่นะครับ”
แม่ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะหันมายิ้มให้
“แม่ก็รักลูกเหมือนกันจ้ะ มินทร์”
เตมินทร์ยิ้ม แล้วเดินเข้าไปกอดแม่
“ทำไมวันนี้เจ้าลูกตัวแสบของแม่ถึงได้อ้อนแบบนี้ล่ะเนี่ย”
“ก็ผมรักแม่นี่ครับ แล้วทำไมจะกอดไม่ได้”
แม่หัวเราะเบาๆ พลางลูบหัวลูกชาย
“จ้ะ เจ้าตัวแสบ แต่อย่าให้รู้นะว่าโตๆ ไปแล้วลูกจะไม่กอดแม่ แต่ไปกอดสาวๆ แทน”
เตมินทร์ผละออกจากอ้อมกอด ก่อนตอบพร้อมรอยยิ้ม
“กอดสาวก็กอดสาวสิครับ กอดแม่ก็อีกเรื่องนึง”
“พูดดีไปเถอะเรา”
ผู้เป็นแม่ส่ายหน้าอย่างเอ็นดู
ทันใดนั้นเสียงท้องของเตมินทร์ก็ดังขึ้น เขาก้มลงมองท้องตัวเอง ก่อนจะหัวเราะแห้งๆ
“แต่ตอนนี้ผมเริ่มหิวแล้วล่ะครับแม่”
“ได้สิ เดี๋ยวแม่ทำเมนูที่ลูกชอบให้เลย”
“จริงนะครับ?”
“จริงสิ”
เตมินทร์ยิ้ม ก่อนจะเดินเข้าไปช่วยแม่จัดของต่อ เย็นวันนั้นในบ้านยังคงมีเสียงพูดคุยเป็นระยะ แม่เข้าครัวทำอาหาร
ส่วนเตมินทร์นั่งทำการบ้านอยู่ที่โต๊ะกินข้าว คอยถามแม่เป็นระยะว่าต้องช่วยอะไรไหม
ไม่นานกลิ่นอาหารที่เขาชอบก็ลอยออกมาจากครัว
“แม่ วันนี้ทำกับข้าวเยอะจัง”
“ก็ลูกบอกว่าหิวไม่ใช่เหรอ”
“เดี๋ยวผมจะกินให้เกลี้ยงเลย”
“กินให้หมดจริงๆ เถอะเรา”
เตมินทร์หัวเราะ ก่อนจะกลับไปทำการบ้านต่อ
จนกระทั่งเสียงรถของพ่อดังขึ้นหน้าบ้าน เตมินทร์เงยหน้าจากสมุด ก่อนจะมองออกไปทางประตู
พ่อกลับมาแล้ว
“กลับมาแล้วเหรอครับพ่อ”
“อืม”
พ่อเดินเข้ามาวางของลง แล้วถอดรองเท้าเตรียมขึ้นไปชั้นบน
เตมินทร์มองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะถามขึ้น
“วันนี้กลับเร็วจังครับ”
“งานเสร็จเร็วนิดหน่อย”
“แม่ทำกับข้าวไว้เยอะเลย พ่อก็มากินพร้อมกันสิครับ”
“งั้นเดี๋ยวพ่ออาบน้ำก่อน”
“ได้เลยครับพ่อ”
บทสนทนาสั้นๆ จบลงแค่นั้น
ไม่นานพ่อก็ลงมานั่งที่โต๊ะอาหาร แม่ยกกับข้าวออกมาวางทีละอย่าง ก่อนจะนั่งลงข้างๆ เตมินทร์
“ค่อยๆ กินก็ได้ลูก เดี๋ยวติดคอ”
“ก็แม่ทำของโปรดผมนี่ครับ”
“ทีตอนให้กินผักล่ะทำเป็นเขี่ยทิ้ง”
“ผมโตแล้วนะ เเม่ยังจะพูดเรื่องผมไม่กินผักอยู่อีกเหรอครับเนี่ย”
“โตตรงไหน ยังเลือกกินอยู่เลย”
เตมินทร์หัวเราะ
พ่อที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามมองลูกชายอยู่ครู่หนึ่ง
“กินข้าวเถอะ”
บทสนทนาบนโต๊ะยังคงเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ของเขาเสียส่วนใหญ่ ถึงแม้ว่าพ่อกับแม่แทบไม่ได้คุยกันเอง แต่เตมินทร์ไม่ได้สนใจเรื่องนั้นมากนัก
หลังอาหารเย็น เตมินทร์ช่วยแม่เก็บจานเหมือนทุกวัน ก่อนจะกลับขึ้นห้องไปทำการบ้านต่อ
คืนนั้นไม่มีเสียงผิดปกติจากชั้นล่าง มีเพียงเสียงโทรทัศน์ที่ดังแว่วขึ้นมาเป็นระยะ ก่อนจะเงียบลงเมื่อถึงเวลานอน
เตมินทร์นอนอยู่บนเตียง มองเพดานอยู่ครู่หนึ่ง เรื่องที่เห็นเมื่อวานยังคงอยู่ในหัว แต่ตลอดทั้งวันนี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย บางทีเรื่องนั้นอาจจบไปแล้วก็ได้ ก่อนจะพลิกตัวเข้าหาฝาผนัง เเล้วหลับตาลง
สำหรับเขา ตราบใดที่พรุ่งนี้ยังตื่นมาแล้วเห็นแม่อยู่ในบ้าน
แค่นั้นก็ดีมากแล้ว
